เหล็กมีกี่ประเภท รวมข้อมูลชนิดของเหล็ก และลักษณะการใช้งานในอุตสาหกรรม

07 มกราคม 2026

เหล็กมีกี่ประเภท รวมข้อมูลชนิดของเหล็ก และลักษณะการใช้งานในอุตสาหกรรม

 

หากพูดถึงวัสดุโลหะที่อยู่รอบตัวเราอย่างแพร่หลาย คงหนีไม่พ้น เหล็ก วัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และอีกหลากหลายแขนง แล้วคุณทราบไหมว่าแท้จริงแล้ว เหล็กมีกี่ประเภท และแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับโลกของเหล็กอย่างละเอียด

เหล็กคืออะไร 

เหล็ก (Iron) เป็นธาตุโลหะที่มีสัญลักษณ์ทางเคมีคือ Fe ถือเป็นโลหะที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมากที่สุดในโลก เหล็ก ที่พบตามธรรมชาติมักจะอยู่ในรูปของสินแร่ ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการถลุงเพื่อสกัดให้ได้โลหะบริสุทธิ์ออกมา จากนั้นจึงนำไปแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ

ประเภทของเหล็ก 

ระเภทของเหล็ก

โดยทั่วไปแล้ว ประเภทของเหล็ก สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามกระบวนการผลิตและคุณสมบัติทางเคมี ได้แก่ เหล็กหล่อ และ เหล็กกล้า ซึ่งทั้งสองชนิดมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เหล็กหล่อ 

เหล็กหล่อ (Cast Iron) คือโลหะผสมระหว่าง เหล็ก กับคาร์บอน โดยมีปริมาณคาร์บอนสูงกว่า 2% ทำให้มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่า เหล็กกล้า เหล็กหล่อ จึงถูกนำมาขึ้นรูปด้วยวิธีการหล่อเป็นหลัก เพราะมีความแข็งแต่เปราะ และไม่สามารถนำไปรีดหรือขึ้นรูปด้วยวิธีอื่นได้ง่าย มักใช้ผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความทนทานต่อแรงกด นอกจากนี้เหล็กหล่อยังสามารถแบ่งย่อยออกได้ ดังนี้

เหล็กหล่อเทา 

เหล็กหล่อเทา (Gray Cast Iron) มีโครงสร้างคาร์บอนในรูปของกราฟไฟต์แทรกอยู่ ทำให้มีรอยแตกสีเทาเมื่อหัก และมีคุณสมบัติที่เด่นเรื่องการรับแรงอัดได้สูง แต่เปราะ เหล็กหล่อเทา จึงเหมาะสำหรับทำชิ้นส่วนเครื่องจักรกลหรือแท่นรองรับน้ำหนัก

เหล็กหล่อขาว 

เหล็กหล่อขาว (White Cast Iron) มีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า เหล็กหล่อเทา และคาร์บอนอยู่ในรูปของคาร์ไบด์ ทำให้มีสีขาวเมื่อหัก เหล็กหล่อขาว มีความแข็งแรงและทนทานต่อการเสียดสีได้ดีมาก แต่ก็มีความเปราะสูงเช่นกัน จึงมักใช้ทำชิ้นส่วนที่ต้องทนต่อการเสียดสีรุนแรง

เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลม 

เหล็กหล่อกราฟไฟต์กลม (Ductile Iron หรือ Nodular Iron) เป็นการเติมสารบางชนิด เช่น แมกนีเซียม ลงไปในน้ำเหล็ก ทำให้โครงสร้างคาร์บอนเปลี่ยนเป็นทรงกลม ส่งผลให้ เหล็กหล่อ ชนิดนี้มีความเหนียวและทนทานต่อแรงกระแทกมากขึ้น จึงนิยมใช้ในงานที่ต้องการความแข็งแรงแต่ไม่เปราะ

เหล็กหล่ออบเหนียว 

เหล็กหล่ออบเหนียว (Malleable Iron) คือ เหล็กหล่อขาว ที่ผ่านกระบวนการอบด้วยความร้อนสูง ทำให้โครงสร้างคาร์บอนเปลี่ยนรูปเป็นเม็ดกลม จึงมีความเหนียวและทนทานกว่าเดิม เหล็กหล่ออบเหนียว เหมาะสำหรับผลิตชิ้นส่วนที่ต้องทนแรงกระแทกได้ดี เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ หรือข้อต่อท่อ

เหล็กหล่อโลหะผสม 

เหล็กหล่อโลหะผสม (Alloy Cast Iron) เป็น เหล็กหล่อ ที่มีการเติมธาตุอื่น ๆ เช่น นิกเกิล โครเมียม หรือโมลิบดีนัม เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติให้ดียิ่งขึ้น เช่น ทนความร้อนสูง ทนการกัดกร่อน หรือทนต่อการเสียดสี เหล็กหล่อ ชนิดนี้จึงมีคุณสมบัติเฉพาะทางสำหรับงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

เหล็กกล้า 

เหล็กกล้า (Steel) คือโลหะผสมของ เหล็ก และคาร์บอนที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่า 2% ทำให้มีความเหนียวและสามารถขึ้นรูปได้หลากหลายกว่า เหล็กหล่อ เหล็กกล้า เป็นวัสดุที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งงานก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องมือต่าง ๆ เหล็กมีกี่ประเภท ถ้าเป็นเหล็กกล้าก็มีมากมาย แต่แบ่งหลัก ๆ ได้ดังนี้

เหล็กกล้าคาร์บอน 

เหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon Steel) เป็น เหล็กกล้า ที่มีคาร์บอนเป็นธาตุผสมหลัก โดยปริมาณคาร์บอนที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อคุณสมบัติที่ต่างกัน แบ่งได้เป็น เหล็กกล้าคาร์บอน ต่ำ กลาง และสูง เหล็กกล้าคาร์บอน มีความแข็งแรงทนทานและราคาไม่สูง จึงนิยมใช้ในงานทั่วไป เช่น เหล็กเส้น เหล็กแผ่น หรือท่อเหล็ก

เหล็กกล้าผสม 

เหล็กกล้าผสม (Alloy Steel) คือ เหล็กกล้า ที่มีการเติมธาตุอื่น ๆ เช่น โครเมียม นิกเกิล หรือแมงกานีส เข้าไปในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้ดีขึ้น เช่น ความแข็งแรง การทนต่อการกัดกร่อน หรือการทนความร้อน เหล็กกล้าผสม จึงถูกนำไปใช้ในงานเฉพาะทางที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น เครื่องมือช่าง หรือชิ้นส่วนเครื่องยนต์

ข้อแตกต่างระหว่างเหล็กหล่อและเหล็กกล้า 

ข้อแตกต่างระหว่างเหล็กหล่อและเหล็กกล้า

แม้จะมาจากธาตุ เหล็ก เหมือนกัน แต่ เหล็กหล่อ และ เหล็กกล้า มีคุณสมบัติและลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

  • ปริมาณคาร์บอน : เหล็กหล่อ มีปริมาณคาร์บอนสูงกว่า เหล็กกล้า (มากกว่า 2%) ซึ่งทำให้คุณสมบัติทางกายภาพแตกต่างกัน
  • ความแข็งแรงและความเหนียว : เหล็กกล้า มีความเหนียวและทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่า เหล็กหล่อ ซึ่งมีความแข็งและเปราะกว่ามาก
  • การขึ้นรูป : เหล็กหล่อ ขึ้นรูปด้วยวิธีการหล่อเป็นหลัก ส่วน เหล็กกล้า สามารถขึ้นรูปได้หลากหลายวิธี เช่น การรีด การตีขึ้นรูป การพับ หรือการเชื่อม
  • การใช้งาน : เหล็กหล่อ มักใช้ในงานที่ต้องการความแข็งแรงรับแรงกดและทนต่อการเสียดสี เช่น เครื่องจักรกลหรือชิ้นส่วนปั๊มน้ำ ในขณะที่ เหล็กกล้า ใช้ในงานโครงสร้าง อาคาร ยานยนต์ และเครื่องมือต่าง ๆ ที่ต้องการความยืดหยุ่นและทนทาน

เลือกซื้อเหล็กอย่างไรให้ได้คุณภาพดีที่สุด 

การเลือกซื้อ เหล็ก สำหรับงานอุตสาหกรรมหรือโครงการก่อสร้างเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและความปลอดภัยของงาน โดยเรามีข้อแนะนำในการพิจารณาเพื่อเลือกซื้อ เหล็ก ที่ได้คุณภาพ

  • เลือกผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ : ควรเลือกซื้อจากบริษัทที่มีประสบการณ์ มีชื่อเสียง และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล
  • ตรวจสอบคุณภาพสินค้า : เหล็ก ที่ได้มาตรฐานต้องมีขนาด ความหนา และน้ำหนักที่ตรงตามสเปค รวมถึงไม่มีรอยบิดเบี้ยวหรือรอยร้าว
  • คำนึงถึงประเภทและลักษณะการใช้งาน : เหล็กมีกี่ประเภท และแต่ละชนิดเหมาะกับงานแบบไหน หากไม่แน่ใจควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจซื้อ
  • บริการหลังการขาย : บริษัทที่ดีควรมีบริการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาอย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

ที่ NS-SUS เรามุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่าย เหล็ก คุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด “Steel for Life” เรามีทีมงานที่พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับเหล็กมีกี่ประเภท และชนิดที่เหมาะสมกับงานของคุณมากที่สุด

สรุปบทความ

เหล็ก คือวัสดุที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน โดยความเข้าใจว่าเหล็กมีกี่ประเภท นั้นสำคัญอย่างยิ่งเพื่อการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับงานที่สุด การแบ่ง เหล็ก ออกเป็น เหล็กหล่อ และ เหล็กกล้า ทำให้เรามองเห็นความแตกต่างด้านคุณสมบัติ การใช้งาน รวมถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน 

หากคุณกำลังมองหา เหล็ก ที่ได้มาตรฐานและตอบโจทย์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นในงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือโปรเจกต์พิเศษ NS-SUS ยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจของคุณ ด้วยผลิตภัณฑ์ เหล็ก คุณภาพเยี่ยมและการบริการที่เหนือกว่า

Related Article