Carbon Footprint คืออะไร สำคัญกับองค์ยุคใหม่อย่างไร

05 ธันวาคม 2025

Carbon Footprint คืออะไร สำคัญกับองค์ยุคใหม่อย่างไร

ในยุคที่ทุกธุรกิจต่างตื่นตัวกับปัญหาโลกร้อน คำว่า Carbon Footprint ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่องค์กรยุคใหม่ควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของธุรกิจอีกด้วย บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Carbon Footprint คืออะไร และทำไมทุกองค์กรจึงควรให้ความสำคัญ

 

ชวนทำความรู้จัก Carbon Footprint

Carbon Footprint คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และผลิตภัณฑ์ โดยมีหน่วยวัดเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) เพื่อให้สามารถคำนวณและเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน, ไนตรัสออกไซด์ และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

 

ประเภทของ Carbon Footprint

Carbon Footprint สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ตามแหล่งที่มาและลักษณะของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้องค์กรสามารถประเมินผลกระทบได้อย่างเจาะจงและถูกต้อง

 

Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์

หมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product life cycle) ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดทิ้งเมื่อหมดอายุการใช้งาน การติดฉลาก Carbon Footprint บนผลิตภัณฑ์ช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้นฃ

 

Carbon Footprint ขององค์กร

คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมการดำเนินงานทั้งหมดขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานในสำนักงาน การเดินทางของพนักงาน การใช้ยานพาหนะ หรือแม้แต่ขยะที่เกิดขึ้นในองค์กร การประเมิน Carbon Footprint ขององค์กรช่วยให้ทราบถึงแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ เพื่อวางแผนการลดการปล่อยได้อย่างตรงจุด

 

Carbon Footprint ของบริการ

คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาตลอดห่วงโซ่คุณค่าของการให้บริการนั้น ๆ เช่น การให้บริการขนส่ง การให้บริการท่องเที่ยว หรือบริการด้านโลจิสติกส์ การประเมิน Carbon Footprint ของบริการจะช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

วิธีคำนวณ Carbon Footprint

การคำนวณ Carbon Footprint ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด หลักการคือการนำปริมาณก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดมาคูณกับค่าศักยภาพในการทำให้โลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) ของก๊าซนั้น ๆ เพื่อแปลงให้อยู่ในหน่วยคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) 

ตัวอย่างเช่น หากมีการปล่อยก๊าซมีเทน 1 กิโลกรัม ซึ่งมีค่า GWP เท่ากับ 28 จะหมายถึงการปล่อย Carbon Footprint เท่ากับ 28 kgCO2e

 

 ทำไมองค์กรยุคใหม่ควรให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint

การให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นสิ่งที่องค์กรจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว เพราะมีปัจจัยหลายประการที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของธุรกิจโดยตรง

 

การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

การประเมินและลด Carbon Footprint เป็นการแสดงความมุ่งมั่นขององค์กรในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของความยั่งยืนในยุคปัจจุบัน และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรในสายตาสาธารณชนอีกด้วย

 

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ในปัจจุบัน ผู้บริโภคและนักลงทุนให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น องค์กรที่มี Carbon Footprint ต่ำจะสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้มากกว่า เพราะสะท้อนถึงการดำเนินงานที่ใส่ใจต่อโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาดและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์

 

การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานสากล

หลายประเทศทั่วโลกเริ่มมีการกำหนดกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือการใช้ฉลากสิ่งแวดล้อม การทำ Carbon Footprint จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้องค์กรสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ และลดความเสี่ยงในการเผชิญกับกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษี

 

การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่

การปรับตัวสู่การเป็นองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นสามารถนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ การทำ Carbon Footprint ยังช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงตลาดผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

การประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ Carbon Footprint อย่างละเอียดจะช่วยให้องค์กรสามารถระบุแหล่งที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างชัดเจน ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานและทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อสามารถระบุจุดอ่อนได้ก็จะสามารถวางแผนการลดการใช้พลังงานและทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยรวม

 

การตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย

การจัดทำรายงาน Carbon Footprint เป็นการสื่อสารที่โปร่งใสกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ลูกค้า หรือคู่ค้า เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักการ ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณาในการตัดสินใจลงทุน

 

สรุปบทความ

Carbon Footprint ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือกระจกสะท้อนถึงความรับผิดชอบขององค์กรที่มีต่อโลกและสังคม การให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในยุคใหม่ เพราะไม่ได้ช่วยแค่โลก แต่ยังช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาวอีกด้วย

ในฐานะผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายเหล็กคุณภาพสูง NS-SUS มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราพร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตไปพร้อมกับการดูแลโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น หรือเหล็กแผ่นชุบกัลวาไนซ์ ที่ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม NS-SUS : Steel for Life

Related Article